แพทย์แจงกรณีฉี่เป็นสีม่วงจากการรับประทานยาจิตเวช เสพยาบ้า สามารถแยกได้ด้วยการตรวจยืนยันขั้นสูง ผลตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจเบื้องต้น ต้องใช้เลือด เส้นผมอ้างอิง
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณียาจิตเวชให้ผลตรวจเป็นฉี่ม่วงว่า ในการตรวจหาสารเสพติดนั้น การถือว่ามีฉี่ม่วงเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นแต่ไม่มีผลทางศาลหรือคดี เพราะต้องนำมาตรวจยืนยันอย่างชัดเจนมากกว่าการตรวจปัสสาวะ โดยจะต้อง

ตรวจทั้งเส้นผม ,ตรวจเลือด เพื่อยืนยันว่าในร่างกายไม่มีสารเสพติด หรือมีสารเสพติดเกี่ยวข้องหรือไม่ ที่ผ่านมาโรคทางจิตเวชมักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างและผลประโยชน์ทางคดีกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรื่องนี้ตัวบทกฎหมายได้มีการออกมาจำแนกและให้ความยุติธรรมอย่างชัดเจนอยู่แล้ว การจะนำข้ออ้างถึงอาการป่วยเพื่อรอดพ้นทางคดีปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์และกระบวนการกฎหมายก็ให้ความเป็นธรรม

นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า คดีที่มีผู้ป่วยจิตเวชเข้าไปเกี่ยวข้องโดยมาก ศาลนัดตัดสินโดยคำนึงถึงสติสัมปชัญญะในขณะนั้น หากมีอย่างครบถ้วนก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย ไม่สามารถนำมาละเว้นได้ เพื่อให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่จะนำมาอ้างถึงอาการป่วยเพื่อมารับโทษ ขณะเดียวกันก็พบว่ามีผู้ป่วยบางกลุ่มกลับไม่รู้ข้อกฎหมายในจุดนี้ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชนจะต้องมีการศึกษาข้อกฎหมายและเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ให้ถูกต้อง

นางสุรัชนี เศวตศิลา ผอ.สำนักยาและวัตถุเสพติดกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เทคโนโลยีปัจจุบันในการตรวจพิสูจน์สารเสพติดต้องมีการตรวจมากกว่าชุดทดสอบที่ตรวจกับปัสสาวะ ในทางคดีจะนำมาตรวจกับเครื่องจีซี ใช้ระยะเวลาเพียง 1วันก็ทราบผล ส่วนยาที่อาจให้ผลลวงว่าเป็นฉี่ม่วงในการตรวจจากชุดทดสอบมีทั้งกลุ่มยาแก้หวัดซูโดเอฟฟรีดีน, คลอเฟนิรามีน หรือยากลุ่มรักษาโรคกระเพาะเท่านั้น

ส่วนกลุ่มยาจิตเวชพวกเบนโซไดอาซีปีน ไม่ค่อยพบฉี่เป็นสีม่วงแต่สามารถตรวจยืนยันขั้นสูงและแยกออกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นยาทางจิตเวชศาสตร์หรือยารักษาโรคหรือติดสารเสพติด

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สำนักข่าวไทย.